Search

Aunyawan's Blog

บางทีเราแค่อยากใช้เวลากับคนที่เรารู้สึกดีจริงๆ

การใช้ชีวิตอยู่ในโลกกว้างใหญ่ เราต้องเจอคนมากมาย เดินผ่านคนมากมาย

บางคนเข้ามาทำให้เรารู้สึกดีบ้าง แย่บ้าง เกร็งบ้าง หรือเข้ามาด้วยผลประโยชน์ต่อกันและกันบ้าง

มันเหมือนพลังชีวิตเราถูกสูบออกไปทุกครั้ง มันค่อยๆ ลดลง ค่อยๆ ลดลง

แต่เวลาได้กลับไปคุยกับใครสักคนที่เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้มาหวังผลประโยชน์อะไรจากเราแน่ๆ นั่งเล่นมุกบ้าๆบอๆด้วยกัน แซวกันไปกันมาในเรื่องไร้สาระ หรือหัวเราะตัวโยนใส่กันจนต้องพยายามกลั้นขำถ้าอยู่ในที่สาธารณะ

ความรู้สึกพวกนี้มันกลับเติมพลังให้เราได้มาก มากกว่าที่เราจะคาดถึง

รู้สึกเหมือนปัญหาทุกอย่างที่มีอยู่เล็กไปเลย ถ้าในชีวิตเรายังมีคนกลุ่มนี้อยู่ข้างๆ

รู้สึกเหมือนคนแย่ๆที่เข้ามาในชีวิตเป็นเหมือนฝุ่นผงที่เราไม่ต้องแคร์อีก

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ค้นพบเจอคนบางกลุ่มที่เข้ามาทำให้ใจเรามีพลังบวกและความสุข

บางทีชีวิตอาจต้องการแค่นี้…

ได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่เราสามารถปล่อยความเป็นตัวเองให้พรั่งพรู และไม่ได้มาด้วยผลประโยชน์ใดๆ มีแต่ความจริงใจที่สัมผัสได้

มันเหมือนเป็นพลังวิเศษเลย

หากวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักเขียนแล้ว ฉันจะไปเป็นอะไร

5A094334-C21E-42AA-A662-8D3702365EF7

“เรามีความคิดอยากลาออกจากงานประจำ”

ใช่ค่ะ เรามีความคิดนี้มานานแล้วด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่รักงานหรือเบื่องานที่กำลังทำ แต่เปล่าเลย ตรงกันข้าม เพราะว่าเรารักงานที่เราทำมากต่างหาก รักแบบไม่ฉาบฉวย รักแบบไม่ตามเทรนด์ เรารักของเรามานานแล้ว

จำได้ว่าช่วงมัธยมปลาย ครูให้เขียนอาชีพที่อยากเป็นในอนาคตไว้ 3 อันดับ และอันดับสุดท้าย เราใส่ลงไปว่า “นักเขียน”

ไม่รู้ด้วยอะไรก็ตาม เราก็ได้มาเป็นนักเขียนจริงๆ อย่างที่ใฝ่ฝัน และมันเป็นอาชีพที่เลี้ยงชีวิตเรามาตลอด เรามีความสุขกับมัน และเพียรพัฒนาทักษะการเขียนที่ตัวเองมีให้เติบโต

เราตั้งใจใช้การเขียนทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น รู้จักคิดวิเคราะห์มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้สังคมดีขึ้นได้ในทางหนึ่ง เราจึงให้ความสำคัญกับการเขียนที่จรรโลงจิตใจ การเขียนที่มอบความรู้ หรือแม้แต่มอบข้อคิดเล็กๆ ไม่ใช่การเขียนเพื่อการค้า หรือขายของอะไรบางอย่าง

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราชอบงานเขียนในนิตยสาร แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยเงินทอง แต่เรามั่นใจว่าเราร่ำรวยความสุขมากๆ ในการที่รู้ว่าแต่ละวันเราตื่นมาทำอะไร ด้วยจุดประสงค์อะไร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ วงการนิตยสารเปลี่ยนแปลงไปมาก ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิตัล หลายเล่มปิดตัวไป ขณะที่หลายเล่มก็อยู่กันอย่างอัตคัตขาดแคลน ซึ่งนั่นหมายความว่าการทำงานก็มีความกดดันมากขึ้นด้วย

มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ในเรื่องของตัวเลขรายได้ แต่เปลี่ยนไปถึงวิธีคิดและกระบวนการทำงาน ความพิถีพิถันและการลงรายละเอียดที่เคยเป็นแก่นสำคัญ วันนี้มันกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้วในเมื่อทุกอย่างมันต้องเร็ว ใครจะมานั่งใส่ใจกับการสะกดคำที่ถูกต้อง เลือกใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง หรือไวยากรณ์ที่ถูกหลัก

เนื้อหาที่เคยเป็นแก่นของหนังสือ วันนี้หลายคนมองมันเป็นแค่ตัวอักษรที่ถมให้เต็มบนหน้ากระดาษ มันไม่ได้มี “ความหมาย” และ “คุณค่า” เท่าเดิมอีกแล้ว นี่คือสิ่งที่เราต้องยอมรับ

สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ที่ให้คุณค่ากับ “ความหมาย” ในสิ่งเหล่านี้อย่างหมดใจ เรารู้สึกว่าเราก็กำลังถูกทำลายคุณค่าในตัวเราลงไปด้วยเช่นกันในทุกวัน

ตอนสมัยเด็กที่โลกยังไม่เคลื่อนตัวเร็วเท่าทุกวันนี้ เราไม่เคยนึกมาก่อนว่าวันหนึ่งข้างหน้า อาชีพบางอาชีพจะหมดไป นั่นรวมถึงอาชีพ “นักเขียนนิตยสาร” ด้วย เพราะจะเห็นได้ว่า แม้ความต้องการคอนเทนต์จะยังคงอยู่ แต่มันได้เปลี่ยนรูปแบบไป โลกมีบล็อกเกอร์ วล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และอะไรต่อมิอะไรมากมายขึ้นมาแทน แต่ทุกสิ่งล้วนมีรูปแบบการทำงานที่ต่างไป “นักเขียน” อย่างสิ้นเชิง

กฏธรรมชาติของชีวิตสอนให้เรายอมรับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะเป็นธรรมดาของโลก สิ่งที่เรามี วันหนึ่งจะไม่มี ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ สิ่งของ หรือแม้แต่ผู้คนที่อยู่รายล้อมเรา ถ้าเราพิจารณาแล้ว ในทุกๆ วันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอ

ไม่เคยมีอะไรอยู่เหมือนเดิมเลย

ไม่มีเลย

เราพบว่ามันไม่ง่ายที่จะเล่นดนตรีด้วยกัน

6F635728-400A-4F7C-B2D3-0D73A33790A7.jpeg

ในอาการเจ็ทแล็กที่อยู่ดีๆ ก็ตื่นขึ้นมาตอนตี 3 ตี 4 คืออาการปกติหลังจากกลับจากยุโรป

เรากลับมีความคิดอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับทริปการเดินทางครั้งนี้ใดๆ เลย เรานึกถึงการเล่นดนตรีและความสัมพันธ์

การเล่นดนตรีกับคนอื่นคือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน และมันไม่ใช่แค่ในไม่กี่นาทีที่มานั่งเล่นดนตรีด้วยกันตรงนั้น แต่มันยังรวมไปถึงเวลาซ้อม เวลากินข้าวด้วยกัน นั่งรถด้วยกัน และบทสนทนาทุกอย่างที่เรามีร่วมกัน ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับดนตรี

มันจึงเป็นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง ที่จำกัดความไม่ได้

ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติ ไม่เชิงว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ แล้วก็ไม่ใช่คนรัก

มันคืออะไรก็ไม่รู้ที่ถูกผูกโยงกันไว้ด้วยเสียงดนตรี

ถ้าใครมีพี่น้องที่เล่นดนตรีร่วมกันมาตั้งแต่เด็กและเป็นคอเดียวกัน สไตล์ เทสเดียวกัน แถมยังรู้จักนิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เข้ากันได้ นั่นคือโคดจะโชคดี

แต่บ่อยครั้ง ดนตรีก็พาให้เราต้องมาเล่นร่วมกับคนแปลกหน้า ไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอกันมาก่อน หรือบางทีก็รู้จักแล้วแต่ไม่ได้พิศวาส แต่ก็ต้องมานั่งเล่นดนตรีด้วยกัน หายใจไปในแต่ละห้องพร้อมๆกัน เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน

เราพบว่านักดนตรีมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่ทำไมเราเล่นเข้าขากันไม่ได้ทุกคน เพราะมันเป็นเรื่องของการสื่อสาร เหมือนกับที่มนุษย์ก็มีเป็นร้อยเป็นพัน แต่ทำไมเราถึงเลือกสนิทได้เฉพาะคนบางคน ทำไมเราคุยรู้เรื่องกับเฉพาะคนบางคน

น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกัน

การเล่นดนตรีด้วยกัน ทำให้คนบางคนต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทับซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

ยิ่งถ้าเป็นวง มีโปรเจ็กต์ในระยะยาวร่วมกันแล้ว ความสัมพันธ์นั้นจะยิ่งยืดยาวและโยงใย ประหนึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว

จากไม่สนิทก็กลายเป็นสนิท

จากแปลกหน้าก็กลายเป็นคนรู้จัก ที่จะยิ่งรู้จักกันและกันโดยเฉพาะในมุมที่เคยถูกเก็บซ่อนเอาไว้ มากขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ

การเล่นดนตรีร่วมกับใครสักคนก็คงเหมือนกัน

ถ้าใครเคยผ่านช่วงเวลาของการรักษาความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับแฟน กับเพื่อน หรือกับครอบครัว แล้วพบว่ามันยากแค่ไหน

การเล่นดนตรีให้ไปถึงห้องสุดท้าย เราคิดว่ามันก็ยากพอกัน

ตรงพาร์ตไหนที่ไม่ตรง tempo นัก เราต้องฟังกัน

พาร์ตไหนที่ต้องการเสียงหนักแน่น เราก็ต้องรวบรวมความรู้สึกแล้วทำเสียงให้ได้แบบนั้น

พาร์ตไหนต้องการความพร้อม เราก็ต้องเคลื่อนไหวและหายใจราวกับเป็นคนเดียวกัน รู้สึกเหมือนๆกัน โดยไม่ต้องสื่อสารเป็นคำพูด

เคยเล่นเพลงบางเพลงแล้วต้องหยุดกลางคัน เพราะความที่คนเล่น มันไม่จูนกัน จนกระทั่งเพลงมันเสีย มันรู้สึกแย่นะ

คล้ายๆความรู้สึกเลิกกับแฟน

ที่เราอุตส่าห์ประคับประคอง เราพยายามแล้ว แต่สุดท้ายมันก็พัง

เราพบว่ามันไม่ง่ายเลยจริงๆ ที่จะเล่นดนตรีด้วยกัน

12.12.18 / 04.17

Bangkok (after Barcelona)

จังหวะของการสาดโคลน

 

S__3457325
Photo cr: Wasinburee Supanichvoraparch

ความกลัวคือคำคำแรกที่ฉันนึกขึ้นมาในจังหวะที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะโดนสาดโคลน

ตามปกติแล้ว เมื่อคนเรารู้ล่วงหน้าว่ากำลังจะมีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับตัว ความกลัวน่าจะน้อยลงและเราน่าจะตั้งรับกับมันได้

แต่ประหลาดเมื่อเสียงนับ “หนึ่ง…สอง…สาม” ดังขึ้น ใจฉันกลับลุ้นเต้นไม่เป็นจังหวะ ระหว่างรอกระแสโคลนกำลังจะโถมเข้าใส่ไหล่ หลัง ใบหน้า และลำคอ ในเพียงสามวินาทีนั้น ฉันคิดอะไรในหัวเยอะมาก จะทำหน้ายังไง สายตาควรมองอยู่ระดับไหน มันตรงกับที่ศิลปินบรีฟไหม ถ้าโคลนเข้าตาเข้าปากจะเป็นยังไง เราปิดปากสนิทพอที่จะกันโคลนได้หรือยัง ฉันสำรวจตัวเอง

ฉันกำลังเล่าถึงโปรเจ็กต์ภาพถ่ายชุด ‘สาดโคลน’ ที่มีมานานกว่า 7 ปีของพี่ติ้ว วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินราชบุรีที่ทำงานด้านการออกแบบและงานเซรามิก ซึ่งชักชวนให้ฉันมาเป็นแบบพร้อมกับเชลโล เครื่องดนตรีคู่กาย

ฉันไม่เคยตอบรับเป็นแบบในงานศิลปะของใครเลย แม้จะเคยมีคนชักชวนอยู่บ้าง อย่างดีก็แค่เคยไปนั่งเป็นแบบให้หุ่นยนต์วาดรูป ซึ่งแค่นั้นก็เกร็งมากแล้ว

เหตุผลคือเราไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นแบบได้ และไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีไหม มันไม่ใช่การนั่งเล่นดนตรีเพื่อถ่ายมิวสิกวิดีโอ ไม่ใช่แค่การอัดเสียงที่เล่นผิดก็เทคใหม่ หรือการถ่ายงานโฆษณาเพื่อขายโปรดักต์อะไรบางอย่าง แบบที่เคยทำๆ มา แต่ด้วยความที่เป็นศิลปะ ฉันคิดว่ามันกว้างและลึกกว่านั้น ความหมายของสิ่งที่เราจะทำมันไปไกลเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะเข้าใจเหมือนกันแม้จะกำลังยืนดูภาพเดียวกันก็ตาม ศิลปะเซนซิทีฟเกินกว่าที่ฉันจะกล้าแตะต้อง

ฉันกลัวนั่นแหละ….

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนคิดเยอะ เยอะกับทุกเรื่องในชีวิต เยอะมากเกินไปด้วยซ้ำ และโมเมนต์ที่มาราดโคลนครั้งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าฉันคิดเยอะและขี้กลัวแค่ไหน

กลัวอนาคต กลัวปัจจุบัน แถมบางครั้งก็ยังกลัวอดีตด้วย

แต่สุดท้าย ฉันก็ตอบตกลงคำชวนของศิลปิน เพราะสนใจในไอเดียของ ‘การสาดโคลน’ ที่พูดถึง Reaction ของนางแบบในจังหวะที่มีการสาดโคลนเข้ามา บางคนยิ้ม บางคนหลับตา บางคนกระโดดหนีตามสัญชาตญาณ และนั่นก็เหมือนการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามาในชีวิตจริงของเราในแต่ละวันโดยที่ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือร้าย

ฉันนำไอเดียมาคิดต่อในมุมมองของตัวเองว่า ‘ดินโคลน’ ก็เหมือนกับความสกปรก เลอะเทอะ แปดเปื้อน แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือดินชนิดเดียวกับที่เขาเอาไปใช้ปั้นถ้วยชามเซรามิกและภาชนะต่างๆ มาให้เราใช้ในชีวิตประจำวัน ทีนี้ฉันก็ตั้งคำถามว่า แก่นของมันอยู่ตรงไหน ดินที่ถูกมองเป็นของต่ำที่เราต้องขุดขึ้นมาจากพื้น แต่พอมันมีฟังก์ชั่น ใช้งานได้ เป็นชาม เป็นถ้วยที่มีลวดลาย เรากลับให้ค่ามันเสียสูงส่ง

เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีของฉัน…

เชลโลทำจากไม้ จึงมีความเซนซิทีฟมาก นักดนตรีเครื่องสายทุกคนจะรู้ดีถึงความดูแลยากของมัน อากาศและอุณหภูมิเปลี่ยนนิดเดียวก็ส่งผลต่อเสียงแล้ว ร้อนไป หนาวไป ชื้นไป แห้งไป ไม่ได้ทั้งนั้น เราต้องประคบประหงมมันราวกับมีชีวิต ซึ่งนักดนตรีทุกคนก็พร้อมจะทำโดยไม่คิดว่าเป็นความยุ่งยาก นั่นก็เพราะเรารักและเทิดทูนมัน

แล้วในขณะที่มันยังเป็นเพียงไม้ที่เพิ่งตัดออกจากต้น และถูกนำมาปรับแต่งให้มีรูปร่างเหมือนเครื่องดนตรีแต่ยังเล่นไม่ได้ล่ะ มันมีคุณค่าเทียบเท่ากับ “เครื่องดนตรี” หรือยัง

ความลับก็คือฉันนำเชลโลที่ไม่สมประกอบมาใช้ในการทำงานครั้งนี้ ไม่มีซาวด์โพสอยู่ด้านใน ไม่มีสาย แค่มีหน้าตาภายนอกเหมือนกับเชลโล แต่สร้างเสียงดนตรีออกมาไม่ได้เลย จนในความรู้สึกฉัน มันก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแค่ของแต่งบ้าน

จากนั้นฉันนำสาย 4 เส้นที่เคยถอดทิ้งและเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2010 มาขึงลงไปแบบหลวมๆ ตอนนี้มันเริ่มดูเหมือนเชลโลแล้ว ก่อนจะดูสมจริงมากขึ้นก็เมื่อฉัน (ซึ่งทุกคนรับรู้ทั่วกันว่าเป็นนักเชลโล) ได้ทำท่าประหนึ่งว่ากำลังบรรเลงดนตรีอยู่

ในเชิงสัญลักษณ์และใน Perception ของผู้คนที่มองเข้ามา มันกลายเป็นเครื่องดนตรีของฉันไปแล้ว ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์หรือพร็อพ

และเมื่อสิ้นเสียงการนับ “หนึ่ง…สอง…สาม”

ดินและไม้ ซึ่งเป็นวัสดุตั้งต้นของทั้งเซรามิกและเครื่องดนตรี ต่างก็ปะทะเข้าใส่กัน โดยมีฉันเป็นตัวเชื่อม

น้ำดินโคลนไหลเป็นเส้นสายสวยงามแต่มันมีน้ำหนักกว่าที่คิด ขณะเดียวกันไม้ในรูปร่างของเชลโลก็รับน้ำหนักได้มากกว่าที่คิด ฉันนึกว่ามันจะแตกและผุพัง

แต่เปล่าเลย มันแข็งแรงมาก

แข็งแรงกว่าตัวฉันที่พร้อมจะปลิวเหมือนโดนลมพัดเนื่องจากต้านน้ำหนักของดินโคลนไม่ไหว

รอบแรกๆ ของการสาด ตัวของฉันเซ ถ้าโดนสาดจากข้างหลังก็แทบจะวิ่งไปข้างหน้า และถ้าโดนสาดจากข้างหน้าก็แทบจะหงายตัวไปข้างหลัง

…นี่ฉันอ่อนแอกว่าเครื่องดนตรีของฉันด้วยซ้ำ ฉันเพิ่งรู้…

ในระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง โคลนทั้งสีขาวสีดำถูกสาดเข้ามาที่ตัวฉันและเครื่องดนตรีของฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่า

เช่นเดียวกัน ในชีวิตของฉัน ก็ถูกสาดโคลนมาไม่น้อย

แรกๆ ก็อาจจะเซ แต่หลังๆ ฉันคิดว่าตัวเองเริ่มเรียนรู้วิธีที่จะรับมือได้ดีขึ้น ฉันบอกตัวเองในใจว่าจะตั้งตัวให้มั่นคงอยู่ในจุดยืน ไม่ให้ร่างกายและจิตใจถูกกระทบและพัดพาได้ง่ายๆ

ฉันบอกตัวเองอย่างเงียบๆ ในจังหวะที่โคลนกำลังซัดเข้ามาอีกครั้ง

“หนึ่ง…สอง…สาม”

ศิลปินบอกให้ฉันลืมตา แต่ฉันหลับตา

 

อัญวรรณ ทองบุญรอด

26 กันยายน 2017 / 0.40น.

คิดถึงในหลวง

วันนี้ครบรอบ 1 เดือนกับการจากไปของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทุกคน

วันนี้เป็นวันที่พระจันทร์กลมโตสุกเปล่ง หรือที่เรียกกันว่า Super moon

วันนี้เป็นวันลอยกระทง

วันนี้เป็นวันที่ฉันรู้สึกเหงา

วันนี้เป็นวันที่ฉันคิดถึงในหลวงที่สุด

ถ้าขนาดของพระจันทร์มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ก็คงเป็นเพราะ Super moon ที่ทำให้ฉันอ่อนไหวในความรู้สึกขนาดนี้

ในความคิดของคนรุ่นอายุ 30 ไม่เก่า ไม่ใหม่ สำหรับยุคของรัชกาลที่ 9 (จริงๆ ก็ถือว่าค่อนไปทางใหม่นิดหน่อย) ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเศร้ากับการจากไปของพระมหากษัตริย์ได้ขนาดนี้ ท่ามกลางกระแสที่หลายประเทศในโลกไม่ค่อยมีใครชื่นชอบระบบกษัตริย์กันแล้ว

แต่เพราะพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 พระองค์นี้ ไม่เหมือนกษัตริย์องค์ไหน ท่านประทับอยู่ที่พื้นดิน ท่านทรงคลุกคลีอยู่กับราษฎร ในมือของท่านมีแต่แผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายรูป ก็เพื่อความอยู่ดีมีสุขของราษฎร ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดในโลกอีกแล้ว ที่จะทำเพื่อคนอื่นได้มากเท่าพระองค์

ทุกๆ เช้า ฉันแปรงฟัน ฉันนึกถึงหลอดยาสีพระทนต์ที่ถูกรีดจนแบนเพื่อใช้ยาจนหยดสุดท้าย

ทุกครั้งที่ฉันสวมรองเท้า ฉันนึกถึงรองพระบาทคู่ที่ช่างซ่อมรองเท้าพระองค์เคยเล่าว่า พระองค์ประสงค์ให้ซ่อมมันครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะซ่อมอีกไม่ได้

ทุกครั้งที่เขียนงาน ทุกครั้งที่ถ่ายรูป ทุกครั้งที่เล่นดนตรี

ถามหน่อยเถอะว่ามีกิจวัตรใดๆ ในชีวิตของเราคนไทยที่ไม่มีพระองค์เป็นส่วนประกอบ

ในหลวงทรงเป็นต้นแบบให้ผู้คนทุกสาขาอาชีพ ทรงเป็นต้นแบบให้ในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต

ในหลวงคือแรงบันดาลใจให้เราใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น คิดถึงคนรอบข้าง และตั้งใจทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดี เท่านี้สังคมและประเทศชาติก็มีความสุข

จะนั่ง ยืน เดิน นอน ฉันก็คิดถึงในหลวง แม้แต่ขับรถ ภาพที่ในหลวงทรงขับรถยนต์โตโยต้า โซลูน่า ก็ยังปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด

หนึ่งเดือนแล้วที่ฉันยังคงอยากใส่เสื้อสีดำทุกวัน เพื่อไว้อาลัยให้กับพระมหากษัตริย์ที่ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของฉัน

ฉันภูมิใจที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9

ฉันรักในหลวงรัชกาลที่ 9

อัญวรรณ ทองบุญรอด

14 พฤศจิกายน 2559 / 23.44น. ที่บ้าน

 

 

 

บาหลีวันที่ 6: ร่องรอยของความพัง

แม่เคยบอกว่าบาหลีเป็นที่ที่หนึ่งที่แม่อยากมาสักครั้งในชีวิต แต่แม่ก็ไม่เคยมีโอกาสนั้น

ครั้งแรกที่แม่รู้ว่าฉันจะมาเทรนดนตรีที่บาหลี แม่ตื่นเต้นแทน

ฉันมาเข้าคอร์ส cello teacher training ในหลักสูตรของ suzuki ที่นี่ได้ 6 วันแล้ว

Nusa Dua คือย่านที่ฉันอยู่ มันคือใต้สุดของเกาะบาหลี ที่รายล้อมไปด้วยมหาสมุทร

แถวๆ ริมทะเลจะเป็นย่าน tourist ซึ่งมีโรงแรมห้าดาวมากมาย แต่ทะเลก็ไม่ได้สวยนักเมื่อเทียบกับทะเลเมืองไทย ฉันจึงไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไร ขนาดอยู่มา 6 วันแล้วก็ยังไม่ได้เอาเท้าไปแตะหาดทรายเลย ได้แต่ยืนมอง

ถัดจากย่านนักท่องเที่ยวเข้ามา เมื่อเดินเลยประตูเมือง เราจะเริ่มพบวิถีชีวิตจริงๆ ของคนท้องถิ่นมากขึ้น ร้านขายข้าวแกง ข้าวผัด รถเข็นริมถนน ชาวบ้านนั่งแคร่รวมๆกันหน้าร้านแล้วก็ใช้มือกินข้าวแทนการใช้ช้อนส้อมหรือมีด

ฉันไม่มีเวลาได้ไปเดินสำรวจนัก เพราะเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

แต่เมื่อสองวันก่อน ฉันแค่เดินไปกิน KFC ซึ่งดูจาก google map แล้วเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมาก เดินได้พอเมื่อยๆ แต่ระหว่างทางกลับได้เห็นบ้านเรือนในสภาพปรักหักพังติดๆ กันเกือบทุกหลัง บ้างก็หลังคายุบ บ้างก็มีต้นไม้ขึ้นรกร้าง กองอิฐระเนระนาด แล้วก็โดนมือบอนพ่นกำแพงเละเทะไปหมด แม้แต่ตรง KFC ที่นั่นก็ดูเหมือนจะเคยเป็น community mall บรรยากาศคึกคักมาก่อน แต่ตอนนี้เหลือ KFC ร้านเดียว ซึ่งข้างในก็ดูเก่า โทรม แต่ยังดีที่ไก่อร่อย

ขากลับฉันเดินผ่านสุสาน มองเข้าไปด้านในเจอหลุมศพมากมาย มันทำให้ฉันนึกถึงสึนามิ แน่นอนว่าที่นี่เคยมีสึนามิเกิดขึ้น และร่องรอยปรักหักพังของเมือง ทำให้ฉันพอจะนึกภาพตอนนั้นออกได้ไม่ยาก

มันตลกที่ฉันไปนั่งไล่เปิด youtube ดูตอนที่สึนามิเคยซัดเข้า Nusa Dua และได้เห็นพื้นที่ที่ฉันเดินผ่าน มันเคยเป็นฉากของมหันตภัยน่ากลัวมาก่อน

เสร็จแล้วก็มานั่งผวาอยู่ในโรงแรมตอนกลางคืน โดยเฉพาะคืนนั้นเป็นคืนที่พายุเข้า ฝนตกหนักและฟ้าร้องรุนแรง ตึ้มตึ้มอยู่ข้างหน้าต่าง จนนอนไม่หลับ คืนนั้นฉันภาวนาว่าอยากไปจากที่นี่เร็วๆ

หดหู่ เศร้า เสียใจ กลัว อยากร้องไห้แต่ก็ไม่ร้อง อยากนอนหลับแต่ก็ไม่หลับ อยากโทรหาใครแต่ก็ไม่ได้โทร บางทีก็คิดว่า ถ้าจะรู้สึกแย่ขนาดนี้ กุมาที่นี่ทำไมวะ

เรื่องของเรื่องคือฉันเพิ่งสูญเสียคนคนหนึ่งไปจากชีวิตก่อนหน้าจะบินมาที่นี่เพียงไม่กี่วัน อารมณ์นี้มันแย่มาก แล้วยิ่งถูกตัดขาดเพื่อมาอยู่ในอีกที่หนึ่งที่ไม่คุ้นเคย มันทั้งนอย ทั้งจิตตก อะไรก็ไม่รู้ ปนกันมั่วซั่ว

แต่คืนนั้น สุดท้ายมันก็ผ่านไป และอย่างน้อยฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่เหมือนได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง “การสูญเสีย” เกิดขึ้นกับทุกๆ คนบนโลก มีคนที่สูญเสียหนักกว่าฉันอีกมาก เสียคนที่รัก เสียชีวิต เสียบ้าน เสียร้านค้าธุรกิจ …เสียใจ…

ความพัง คือ ความพัง แต่ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่ มันคือสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาดีๆ ก่อนหน้านี้ได้

สุดท้ายแล้ว ในโลกนี้ไม่มีอะไรไม่พัง

Nusa Dua, Bali, Indonesia 22:14

Anya

 

 

ปริมาณของความรัก

มันไม่เหมือนก่อน
ผ้าที่เปื้อนฝุ่นมันสกปรก
จานชามที่เราสุมเอาไว้ในซิงค์
มันค่อยๆ พอกพูน
จากหนึ่ง..เป็นสอง สาม และสี่

มันไม่เหมือนก่อน
ดอกไม้บนต้นเคยหุบ
แต่วันหนึ่งมันก็บานออก
สวย…
และสุดท้ายก็เหี่ยวเฉา
ร่วงหล่นไป

มันไม่เหมือนก่อน
เพลงที่เราเปิดวน
ด้วยใจที่ชอบมากๆ
ด้วยความรู้สึกที่เบ่งบานและตื่นเต้น
ทุกครั้งที่ได้ยิน
แต่แล้วเราก็เบื่อได้
ถ้าทำนองยังคงวนซ้ำ
อยู่อย่างนั้น

มันไม่เหมือนก่อน
ฟ้าที่มีน้ำฝน
บางทีมันก็มีพายุ
และบางทีมันก็ว่างเปล่า
เหลือแต่ก้อนเมฆบางๆ
ประปราย
ไม่เหลือแม้แต่นกบินผ่าน

มันไม่เหมือนก่อน
ความรู้สึก รัก
ความรู้สึก คิดถึง
ความรู้สึก ห่วงใย
ความรู้สึกอะไรต่อมิอะไร
อีกสารพัด
วันหนึ่งมันอาจเต็มเปี่ยม
อีกวันหนึ่งมันอาจจะล้น
และอีกวันหนึ่ง…มันอาจจะไม่เหลืออะไรเลย
มันเปลี่ยนแปลงได้
เปลี่ยนได้ทั้งนั้น

บทกวีนี้ชื่อ “ปริมาณของความรัก”
อัญวรรณ ทองบุญรอด 12.04.16 // 22.12

Rare Bird of Fashion

เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปะ และการใช้ชีวิต จากความคิดอันทันสมัยของแฟชั่นไอคอนวัย 95

screen-shot-2559-01-29-at-4-37-47-pm1

หลายคนมักมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของการสร้างภาพ จริงอยู่ที่แฟชั่นให้ความสำคัญกับภาพ แต่ภาพภายนอกก็ไม่ใช่ทั้งหมดของแฟชั่น เพราะ ‘ภายใน’ ก็สำคัญมาก

ฉันติดใจประโยคที่ว่า “ความผิดพลาดทางแฟชั่นที่ร้ายแรงที่สุด คือเวลาที่คุณส่องกระจกแล้วไม่เห็นตัวเอง” แฟชั่นไอคอนคนหนึ่งกล่าวไว้ เธอชื่อไอริส แอพเฟล (Iris Apfel) คุณยายชาวอเมริกันวัย 95 ปีที่ไม่มีใครในโลกแฟชั่นไม่รู้จัก เธอโดดเด่นเรื่องสไตล์และความเป็นตัวเอง ใครๆ ต่างก็จดจำเธอได้จากแว่นตาเปรี้ยวๆ หรือแอ็กเซสเซอรี่ชิ้นใหญ่ที่อยู่บนเสื้อผ้าโทนสีฉูดฉาดซึ่งเธอมักจะมิกซ์แอนด์แมตช์ออกมาได้น่าสนใจเสมอ

ก่อนหน้านี้ฉันรู้จักไอริสมาประมาณหนึ่งแต่ก็ไม่ลึกซึ้งมาก จนกระทั่งได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Iris ที่เข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อปลายปี2015 โดย Documentary Club ฉันก็รู้สึกว่าอะไรที่เคยติดลบกับคำว่า ‘แฟชั่น’ อยู่บ้าง มันหายไปเยอะ เธอชื่นชอบความสวยงามแต่เธอก็ไม่ได้คลั่งมันจนหลงลืมแก่นแท้ของการใช้ชีวิต อย่างน้อยคำพูดที่ว่า “ถ้าคุณไม่ชอบการแต่งตัวของฉัน นั่นเป็นปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ก็ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาเบาๆ และรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าติดตามไม่น้อย

2

ไอริสเกิดเมื่อปี 1921 ในย่านควีนส์ของนิวยอร์ก เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว พ่อของเธอเป็นเจ้าของธุรกิจแก้วและกระจก ส่วนแม่เป็นชาวรัสเซียซึ่งเป็นเจ้าของแฟชั่นบูติกแห่งหนึ่ง เธอเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กก่อนเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และจบมาทำงานด้านอินทีเรียร์ดีไซน์ ออกแบบตกแต่งสถานที่สำคัญมากมายทั้งโรงแรมหรือบ้านของเศรษฐี หรือแม้แต่ทำเนียบขาว

หลังจากที่แต่งงานกับคาร์ล แอพเฟล (Carl Apfel) ในปี 1948 ทั้งคู่เปิดกิจการสิ่งทอในชื่อบริษัท Old World Weavers โดยไอริสรับหน้าที่ออกแบบลายผ้า ด้วยธุรกิจนี้ทำให้เธอและสามีต้องเดินทางไปทั่วโลก ความสนุกของเธอคือการได้ไปเห็นงานฝีมือหรือของพื้นเมืองของประเทศที่ไม่ใช่ฝั่งตะวันตก ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างและกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของเธอ นอกจากนี้ยังชอบไปงานประมูลและตลาดนัดของเก่า ด้วยหลงเสน่ห์ของการไม่รู้ว่าจะต้องไปเจออะไร ซึ่งทำให้ของชิ้นนั้นมีความพิเศษ มีเรื่องราวและความทรงจำเพราะเราได้มันมาจากต่างที่ต่างวาระ รวมทั้งการได้ต่อราคานิดๆ หน่อยๆ ด้วย “ถ้าเดินตลาดแล้วไม่ต่อราคา คุณจะทำให้คนขาย upset ไปตลอดทั้งวัน เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาตั้งราคามาน้อยไปรึเปล่า” เธอเล่าติดตลก

screen-shot-2559-01-29-at-4-50-06-pm

ไอริสสามารถผสมผสานเสื้อผ้าโอตกูตูร์ของไฮแบรนด์เข้ากับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่เธอซื้อจากตลาดของเก่าได้ออกมาไม่เหมือนใครด้วยรสนิยมที่ดีและทัศนคติที่น่าชื่นชม มันพรีเซนต์ ‘สไตล์’ ของเธอได้ชัดเจน แถมยังสวมใส่มันออกงานในแวดวงชั้นสูงและก็เป็นที่สนใจของคนทั้งงานอีกด้วย

ดีไซเนอร์ดังอย่าง Dries van Noten และ Naeem Kahn หลงรักเธอ นิตยสารแฟชั่นหลายต่อหลายเล่มก็ติดต่อให้เธอขึ้นปกรวมถึงฮาร์เปอร์ส บาซาร์ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเคยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเครื่องสำอาง Mac และเสื้อผ้าแบรนด์ Kate Spade สไตล์ของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั่วโลกถึงขั้นว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Metropolitan Museum of Art ที่นิวยอร์ก ก็เคยทำนิทรรศการ Rara Avis จัดแสดงชุดและเครื่องประดับของไอริส แอพเฟลในปี 2005 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ผู้คนที่ติดตามไอริสคงไม่ได้แค่ตื่นตากับแค่ความสวยความแปลกของชุดของไอริส แต่สิ่งที่ซึมซับได้ชัดเจนกว่าคือความสุขของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้แต่งตัวในแบบที่เป็นตัวเอง และมันก็ดูสวยงามตามวัยของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนในโลกแฟชั่นมักจะหลงลืม เคยเห็นไหม บางคนแต่งตัวดูดี ทั้งชุดเต็มไปด้วยเสื้อผ้าไฮแบรนด์หรือไม่ก็กระเป๋าจากดีไซเนอร์ดัง แต่มันกลับดูไม่เป็นตัวเขาเลย เพราะความสนุกและความเป็นธรรมชาติมันไม่เปล่งประกายออกมา ซึ่งบางทีก็ไม่ได้จัดแต่งเฉพาะแค่เสื้อผ้า แต่ยังเลยเถิดไปถึงการจัดแต่งร่างกาย

1

“คนที่คลั่งความสวยและยึดเหนี่ยวมัน พอแก่ตัวไป เขาจะรู้สึกไม่เหลืออะไรเลย ฉันไม่ทำศัลยกรรมเพราะฉันว่ามันคงแปลกทีเดียวถ้าเกิดผิวหน้าฉันตึง แต่มือของฉันเหี่ยว ฉันมองว่าการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้สร้างผลงานที่ดี จะทำให้ความงามเปล่งประกายออกมาเอง และมันคือสิ่งที่เราสามารถยึดเหนี่ยวได้ไปจนแก่” ไอริสกล่าว

อีกด้านของการใช้ชีวิตของไอริสที่ฉันดูแล้วรู้สึกชอบเหลือเกิน คงเป็นเรื่องของการเลือกคู่ชีวิตอย่างคาร์ล แอพเฟล เราได้เห็นความรักความเข้าใจและการอยู่เคียงข้างเพื่อสนับสนุนกันและกัน แม้จะไม่มีลูก แต่พวกเขาก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตในบ้านที่ปาล์มบีช ฟลอริดา อันเงียบสงบ ไอริสบอกว่า “คาร์ลเป็นคนที่มีเสน่ห์ เขาตลก แล้วก็ห่วงใยคนอื่น เขาทำอาหารจีนเป็นด้วยนะ”ต้องขอบคุณอัลเบิร์ต เมย์เซิลส์ (Albert Maysles) ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่ถ่ายทอดชีวิตของพวกเขาออกมาได้อย่างอบอุ่น อีกทั้งบางฉากบางตอนก็ยังมีช่วงที่ไอริสพูดคุยกับอัลเบิร์ตซึ่งกำลังถือกล้องถ่ายอยู่ด้วยตัวเอง ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสนิทสนมและเป็นธรรมชาติ ราวกับว่านี่ไม่ใช่สารคดี แต่เป็นกิจกรรมน่ารักๆ ของคนสูงอายุทั้งสาม

screen-shot-2559-01-29-at-4-36-26-pm3

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเมย์เซิลส์ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2015 ในขณะที่สามีของไอริสที่เพิ่งจะฉลองอายุครบร้อยปีไปในหนัง ก็เสียชีวิตลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลวสำหรับไอริสเอง เธอดูกังวลเรื่องสุขภาพอยู่บ้างตอนที่เล่าว่า “บางวันฉันตื่นมา อะไรที่มีสองข้าง มักจะเจ็บข้างหนึ่ง” เธอคงหมายถึงแขนหรือขา เพราะว่าจิตใจและจิตวิญญาณของเธอยังดูเฟรชเหมือนวัยสาว ฉันไม่รู้ว่าไอริสรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง แต่ทุกครั้งที่เธอส่องกระจกและเห็นรอยตีนกาบนใบหน้าอันเปรียบเสมือนร่องรอยแห่งความสุขและความเศร้าที่ผ่านมาทั้งหมดในชีวิต เธอก็ยิ้มให้มันเสมอ

เรื่อง: อัญวรรณ ทองบุญรอด

ภาพ: Documentary Club

(ตีพิมพ์ลงคอลัมน์ Fashionable Life นิตยสาร Harper’s Bazaar Thailand เดือนมีนาคม 2559)

 

หยุดอารมณ์ไว้ในช่วงขณะหนึ่ง

Transcendence

หยุดอารมณ์ไว้ในช่วงขณะหนึ่ง

เรื่อง: อัญวรรณ ทองบุญรอด

ภาพ: Courtesy of Keerada Songwattana

ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Harper’s Bazaar Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

DSCF4513

DSCF4519

“เวลาฉันวาดรูป

ฉันไม่คิดพิเคราะห์

หรือเพ่งดูในสิ่งที่ฉันวาด

ฉันเพียงรู้สึกไปกับมัน และใช้ใจร่ายรำออกมา

ฉันไม่ใช่ศิลปิน

งานของฉันแค่บอกสิ่งที่ฉันรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

ฉันรู้สึกสบายและสนุกกับการปล่อยจิตนี้ให้ล่องลอย

หวังว่าคุณจะเห็น ในสิ่งที่ฉันเห็น”

กีรดา ส่งวัฒนา (ศิลปิน)

DSCF4522

DSCF4516

DSCF4523

“ฉันเห็นสีสันที่สดใส

อารมณ์ที่อ่อนหวานของความเป็นผู้หญิง

ความสวยงาม ความรัก ความผ่อนคลาย และอารมณ์ขัน

ฉันเห็นหัวใจที่กำลังเต้นรำ

จินตนาการที่ลอยไกลไปยังทางช้างเผือก

หรือแม้แต่ถูกกักขังไว้ราวกับนกในกรง

เสียงเพลงด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น

ลอยออกมาจากผืนผ้าใบ

โดยมีสีอะครีลิกและสีน้ำมันเป็นดั่งเนื้อร้อง

บนท่วงทำนองที่ปราศจากการปรุงแต่ง”

อัญวรรณ ทองบุญรอด (ผู้ชม)

DSCF4515

นิทรรศการ Transcendence โดยกีรดา ส่งวัฒนา จัดแสดงที่ The Jam Factory ไปเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557 – 11 มกราคม 2558

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

Design a site like this with WordPress.com
Get started