Photo cr: Wasinburee Supanichvoraparch
ความกลัวคือคำคำแรกที่ฉันนึกขึ้นมาในจังหวะที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะโดนสาดโคลน
ตามปกติแล้ว เมื่อคนเรารู้ล่วงหน้าว่ากำลังจะมีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับตัว ความกลัวน่าจะน้อยลงและเราน่าจะตั้งรับกับมันได้
แต่ประหลาดเมื่อเสียงนับ “หนึ่ง…สอง…สาม” ดังขึ้น ใจฉันกลับลุ้นเต้นไม่เป็นจังหวะ ระหว่างรอกระแสโคลนกำลังจะโถมเข้าใส่ไหล่ หลัง ใบหน้า และลำคอ ในเพียงสามวินาทีนั้น ฉันคิดอะไรในหัวเยอะมาก จะทำหน้ายังไง สายตาควรมองอยู่ระดับไหน มันตรงกับที่ศิลปินบรีฟไหม ถ้าโคลนเข้าตาเข้าปากจะเป็นยังไง เราปิดปากสนิทพอที่จะกันโคลนได้หรือยัง ฉันสำรวจตัวเอง
ฉันกำลังเล่าถึงโปรเจ็กต์ภาพถ่ายชุด ‘สาดโคลน’ ที่มีมานานกว่า 7 ปีของพี่ติ้ว วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินราชบุรีที่ทำงานด้านการออกแบบและงานเซรามิก ซึ่งชักชวนให้ฉันมาเป็นแบบพร้อมกับเชลโล เครื่องดนตรีคู่กาย
ฉันไม่เคยตอบรับเป็นแบบในงานศิลปะของใครเลย แม้จะเคยมีคนชักชวนอยู่บ้าง อย่างดีก็แค่เคยไปนั่งเป็นแบบให้หุ่นยนต์วาดรูป ซึ่งแค่นั้นก็เกร็งมากแล้ว
เหตุผลคือเราไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นแบบได้ และไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีไหม มันไม่ใช่การนั่งเล่นดนตรีเพื่อถ่ายมิวสิกวิดีโอ ไม่ใช่แค่การอัดเสียงที่เล่นผิดก็เทคใหม่ หรือการถ่ายงานโฆษณาเพื่อขายโปรดักต์อะไรบางอย่าง แบบที่เคยทำๆ มา แต่ด้วยความที่เป็นศิลปะ ฉันคิดว่ามันกว้างและลึกกว่านั้น ความหมายของสิ่งที่เราจะทำมันไปไกลเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะเข้าใจเหมือนกันแม้จะกำลังยืนดูภาพเดียวกันก็ตาม ศิลปะเซนซิทีฟเกินกว่าที่ฉันจะกล้าแตะต้อง
ฉันกลัวนั่นแหละ….
ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนคิดเยอะ เยอะกับทุกเรื่องในชีวิต เยอะมากเกินไปด้วยซ้ำ และโมเมนต์ที่มาราดโคลนครั้งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าฉันคิดเยอะและขี้กลัวแค่ไหน
กลัวอนาคต กลัวปัจจุบัน แถมบางครั้งก็ยังกลัวอดีตด้วย
แต่สุดท้าย ฉันก็ตอบตกลงคำชวนของศิลปิน เพราะสนใจในไอเดียของ ‘การสาดโคลน’ ที่พูดถึง Reaction ของนางแบบในจังหวะที่มีการสาดโคลนเข้ามา บางคนยิ้ม บางคนหลับตา บางคนกระโดดหนีตามสัญชาตญาณ และนั่นก็เหมือนการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามาในชีวิตจริงของเราในแต่ละวันโดยที่ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือร้าย
ฉันนำไอเดียมาคิดต่อในมุมมองของตัวเองว่า ‘ดินโคลน’ ก็เหมือนกับความสกปรก เลอะเทอะ แปดเปื้อน แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็คือดินชนิดเดียวกับที่เขาเอาไปใช้ปั้นถ้วยชามเซรามิกและภาชนะต่างๆ มาให้เราใช้ในชีวิตประจำวัน ทีนี้ฉันก็ตั้งคำถามว่า แก่นของมันอยู่ตรงไหน ดินที่ถูกมองเป็นของต่ำที่เราต้องขุดขึ้นมาจากพื้น แต่พอมันมีฟังก์ชั่น ใช้งานได้ เป็นชาม เป็นถ้วยที่มีลวดลาย เรากลับให้ค่ามันเสียสูงส่ง
เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีของฉัน…
เชลโลทำจากไม้ จึงมีความเซนซิทีฟมาก นักดนตรีเครื่องสายทุกคนจะรู้ดีถึงความดูแลยากของมัน อากาศและอุณหภูมิเปลี่ยนนิดเดียวก็ส่งผลต่อเสียงแล้ว ร้อนไป หนาวไป ชื้นไป แห้งไป ไม่ได้ทั้งนั้น เราต้องประคบประหงมมันราวกับมีชีวิต ซึ่งนักดนตรีทุกคนก็พร้อมจะทำโดยไม่คิดว่าเป็นความยุ่งยาก นั่นก็เพราะเรารักและเทิดทูนมัน
แล้วในขณะที่มันยังเป็นเพียงไม้ที่เพิ่งตัดออกจากต้น และถูกนำมาปรับแต่งให้มีรูปร่างเหมือนเครื่องดนตรีแต่ยังเล่นไม่ได้ล่ะ มันมีคุณค่าเทียบเท่ากับ “เครื่องดนตรี” หรือยัง
ความลับก็คือฉันนำเชลโลที่ไม่สมประกอบมาใช้ในการทำงานครั้งนี้ ไม่มีซาวด์โพสอยู่ด้านใน ไม่มีสาย แค่มีหน้าตาภายนอกเหมือนกับเชลโล แต่สร้างเสียงดนตรีออกมาไม่ได้เลย จนในความรู้สึกฉัน มันก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแค่ของแต่งบ้าน
จากนั้นฉันนำสาย 4 เส้นที่เคยถอดทิ้งและเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2010 มาขึงลงไปแบบหลวมๆ ตอนนี้มันเริ่มดูเหมือนเชลโลแล้ว ก่อนจะดูสมจริงมากขึ้นก็เมื่อฉัน (ซึ่งทุกคนรับรู้ทั่วกันว่าเป็นนักเชลโล) ได้ทำท่าประหนึ่งว่ากำลังบรรเลงดนตรีอยู่
ในเชิงสัญลักษณ์และใน Perception ของผู้คนที่มองเข้ามา มันกลายเป็นเครื่องดนตรีของฉันไปแล้ว ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์หรือพร็อพ
และเมื่อสิ้นเสียงการนับ “หนึ่ง…สอง…สาม”
ดินและไม้ ซึ่งเป็นวัสดุตั้งต้นของทั้งเซรามิกและเครื่องดนตรี ต่างก็ปะทะเข้าใส่กัน โดยมีฉันเป็นตัวเชื่อม
น้ำดินโคลนไหลเป็นเส้นสายสวยงามแต่มันมีน้ำหนักกว่าที่คิด ขณะเดียวกันไม้ในรูปร่างของเชลโลก็รับน้ำหนักได้มากกว่าที่คิด ฉันนึกว่ามันจะแตกและผุพัง
แต่เปล่าเลย มันแข็งแรงมาก
แข็งแรงกว่าตัวฉันที่พร้อมจะปลิวเหมือนโดนลมพัดเนื่องจากต้านน้ำหนักของดินโคลนไม่ไหว
รอบแรกๆ ของการสาด ตัวของฉันเซ ถ้าโดนสาดจากข้างหลังก็แทบจะวิ่งไปข้างหน้า และถ้าโดนสาดจากข้างหน้าก็แทบจะหงายตัวไปข้างหลัง
…นี่ฉันอ่อนแอกว่าเครื่องดนตรีของฉันด้วยซ้ำ ฉันเพิ่งรู้…
ในระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง โคลนทั้งสีขาวสีดำถูกสาดเข้ามาที่ตัวฉันและเครื่องดนตรีของฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่า
เช่นเดียวกัน ในชีวิตของฉัน ก็ถูกสาดโคลนมาไม่น้อย
แรกๆ ก็อาจจะเซ แต่หลังๆ ฉันคิดว่าตัวเองเริ่มเรียนรู้วิธีที่จะรับมือได้ดีขึ้น ฉันบอกตัวเองในใจว่าจะตั้งตัวให้มั่นคงอยู่ในจุดยืน ไม่ให้ร่างกายและจิตใจถูกกระทบและพัดพาได้ง่ายๆ
ฉันบอกตัวเองอย่างเงียบๆ ในจังหวะที่โคลนกำลังซัดเข้ามาอีกครั้ง
“หนึ่ง…สอง…สาม”
ศิลปินบอกให้ฉันลืมตา แต่ฉันหลับตา
อัญวรรณ ทองบุญรอด
26 กันยายน 2017 / 0.40น.